วันจันทร์, ตุลาคม 18, 2021
Home > ไม่มีหมวดหมู่ > มาตรการกำกับดูแลเงินสกุลดิจิทัลและการปรับใช้กฎหมายไทยกับเงินสกุลดิจิทัล: บิทคอยน์
ไม่มีหมวดหมู่

มาตรการกำกับดูแลเงินสกุลดิจิทัลและการปรับใช้กฎหมายไทยกับเงินสกุลดิจิทัล: บิทคอยน์

ปัจจุบันเศรษฐกิจและสังคมถูกขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยี ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปมีรูปแบบเป็นสังคมดิจิทัล มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการเงินที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ หลายประการ หนึ่งในนั้นคือ เงินสกุลดิจิทัล (Digital Currencies) ที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อกระจายอำนาจทางการเงินสู่ประชาชนและการไม่ถูกกำกับโดยทางการ เพื่อเพิ่มอิสระทางการเงินสู่ปัจเจกชนให้มากขึ้น การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีระยะเวลาดำเนินการ 45 วัน เริ่มวันที่ 15 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 25 กันยายน 2560 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความหมายและสถานะทางกฎหมายของ     บิทคอยน์ (Bitcoin) 2) ศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากการใช้บิทคอยน์ รวมทั้งวิเคราะห์ปัญหาการใช้บิทคอยน์ การปรับใช้กฎหมายไทยและมาตรการกำกับดูแลบิทคอยน์ จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง พบว่า ไทยได้กำหนดนิยามบิทคอยน์ไว้ที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ไม่ได้ระบุสถานะทางกฎหมายและไม่มีมาตรการกำกับดูแลบิทคอยน์ ทั้งนี้เมื่อบิทคอยน์ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลและกฎหมายใด ๆ การใช้บิทคอยน์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองและผู้ใช้ต้องรับความเสี่ยงภัยเอง ดังนั้น ประเทศไทยควรพิจารณาสถานะทางกฎหมายให้บิทคอยน์ เพื่อออกมาตรการกำกับดูแลและปรับใช้กฎหมายไทยกับบิทคอยน์ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยปัจจุบัน

บทนำ

ปัจจุบัน ประเทศหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วได้ให้ความสำคัญในการนำเทคโนโลยี สารสนเทศมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อการแข่งขันกับประเทศอื่น ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล (Prugsachat & Manmart, 2017, น. 440-441) โดยรัฐบาลได้กำหนดนโยบายและแผนการดำเนินงานตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มุ่งเน้นการมีกฎหมาย กติกาและมาตรฐานที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัยและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์สากล เพื่ออำนวยความสะดวก ลดอุปสรรคและเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบกิจกรรมการทำธุรกรรมออนไลน์ต่าง ๆ รวมถึงสร้างความมั่นคง ปลอดภัยและความเชื่อมั่น ตลอดจนคุ้มครองสิทธิ์ให้แก่ผู้ใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลในทุกภาคส่วนเพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลและการใช้งานที่เพิ่มขึ้นในอนาคตด้วยการกำหนดมาตรฐานด้านดิจิทัลให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลให้ทันสมัยและสอดคล้องต่อพลวัตของเทคโนโลยีดิจิทัลและบริบทของสังคม รวมไปถึงสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการทำธุรกรรมออนไลน์ด้วยการสร้างความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ การสื่อสาร การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการคุ้มครองผู้บริโภค (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, 2559, น. 5-6) และเทคโนโลยีที่ถือว่าเป็นผลผลิตแห่งนวัตกรรมทางด้านการเงินที่ช่วยให้การทำธุรกรรมง่ายขึ้นจนสามารถให้บริการลูกค้าได้ทุกที่ทุกเวลา (Anytime Anywhere) นั่นก็คือ ฟินเทคที่มีจุดเด่นสำคัญคือความง่ายต่อการใช้งาน ความสะดวกรวดเร็ว มีต้นทุนหรือค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าและมีความปลอดภัยในการทำธุรกรรม

ฟินเทค (FinTech) เป็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจการเงิน ทำให้ธุรกิจมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของผู้ใช้บริการ รวมทั้งช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้สะดวกซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ให้บริการ เช่น ในแง่การแข่งขัน เนื่องจากการให้บริการอยู่ในรูปแบบออนไลน์ส่งผลให้ต้นทุนการให้บริการลดต่ำลงและสามารถให้บริการได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการเพราะทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นไปได้โดยง่ายและสามารถให้บริการทางการเงินได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น (อนุชลา ศรีสะอาด, 2559, น. 1-2) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย Wharton School of Business (2559, น. 21-23) อธิบายว่าฟินเทคเป็นการผสมคำระหว่าง Finance และTechnology หมายความถึงนวัตกรรมที่เกิดจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางการเงิน ซึ่งสะดวกต่อผู้ใช้และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของผู้บริโภค ทั้งนี้ ธปท. ในฐานะผู้กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) มีหน้าที่รักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนการเกิดนวัตกรรมใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบการเงินกับการดูแลป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ในระยะเริ่มต้น ธปท. ได้ใช้แนวทางกำกับดูแลบนหลักการ Sand Box หรือการอนุญาตให้ทำธุรกรรมเป็นระยะ (Phase) แบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ทุกฝ่ายงานได้มีเวลาทำความเข้าใจในธุรกรรมร่วมกัน โดยการกำหนดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ขณะเดียวกันยังต้องสนับสนุนให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตได้อย่างยั่งยืนและทำให้เกิดการแข่งขันที่สมบูรณ์ในอนาคต (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2559, น. 1-2)

ดังนั้น สังคมจึงมีลักษณะเป็นสังคมสารสนเทศ การอยู่ร่วมกันในสังคมนี้จำเป็นต้องมีกฏเกณฑ์เพื่อการอยู่ร่วมกันโดยสันติและสงบสุข เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันก็มีผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในทางที่ไม่ถูก ไม่ควร อีกทั้งด้วยความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้มีการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ ตลอดจนเครื่องมือสื่อสารเพื่อการประกอบกิจการงานและการทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยเทคโนโลยีเอื้อประโยชน์ต่อการทำงาน ทำให้มีผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ การมีกฎหมายจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce E-Business) โดยที่นานาชาติที่พัฒนาแล้วต่างพัฒนากฎหมายของตนเอง โดยเน้นความเป็นสากลที่จะติดต่อค้าขายระหว่างกัน ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงได้ร่างกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งสิ้นหกฉบับ ได้แก่ กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Transactions Law) กฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Signatures Law) กฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน (National Information Infrastructure Law) กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Law) กฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (Computer Crime Law) และกฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Funds Transfer Law) ทั้งนี้ตามกฎหมายลำดับรองของรัฐธรรมนูญ มาตรา 78 พ.ศ.2560 ทั้งนี้เมื่อประเทศไทยมีกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศแล้ว ผู้ใช้เทคโนโลยีจะปฏิเสธความผิดว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้นั่นเอง (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี, 2560) อย่างไรก็ดี การพัฒนาของเทคโนโลยีทางการเงินเป็นไปอย่างก้าวกระโดด จึงเกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือเงินสกุลดิจิทัล ที่มีแนวคิดการกระจายอำนาจทางการเงินสู่ประชาชนและการไม่ถูกกำกับโดยทางการของประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงเกิดการประดิษฐ์เงินตราทางเลือกอย่าง เงินสกุลดิจิทัลขึ้น

เงินสกุลดิจิทัล (Digital Currencies) ยังไม่มีประเทศใดให้ความหมายกลางที่สามารถใช้กันโดยทั่วไป ไว้อย่างชัดเจน ความหมายย่อมแตกต่างไปในแต่ละประเทศ ไม่ได้ออกโดยธนาคารกลางของประเทศใดและไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานใด แต่เงินสกุลดิจิทัลได้รับการยอมรับและใช้อย่างแพร่หลายภายในกลุ่มของผู้ใช้ เงินดังกล่าวมีหลายชนิดแต่ที่ได้รับความนิยมมีชื่อเรียกว่าบิทคอยน์ (Bitcoin) ในต่างประเทศให้ความหมายบิทคอยน์ไว้แตกต่างกันไป เช่น ประเทศแคนาดา รัฐบาลกลางให้ความหมายบิทคอยน์ ว่าเป็นเงินตราเสมือน (Virtual Currencies) ชนิดหนึ่งที่ไม่มีลักษณะทางกายภาพและไม่ใช่เงินตรา (Brito J, 2015 น.17) ประเทศเยอรมัน โดยหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของรัฐบาลกลางให้ความหมายบิทคอยน์ ว่าเป็นเงินเงินสกุลดิจิทัลชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เงินตราที่ใช้ในปัจจุบันและไม่ใช่เงินอิเล็กทรอนิกส์ บิทคอยน์เป็นเพียงหน่วยข้อมูลอย่างหนึ่งในทางบัญชีเท่านั้น (Brito J, 2015 น.87) ประเทศอังกฤษ โดยหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของรัฐบาลกลางให้ความหมายว่า บิทคอยน์ไม่ใช่เงินตราที่ใช้กันในปัจจุบัน เป็นแต่เพียงสกุลเงินที่อยู่นอกระบบที่ไม่มีการลงทะเบียนหรือกำกับดูแลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการทำธุรกรรมต่าง ๆ ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานใดของประเทศอังกฤษ (Brito J, 2015 น.141) และประเทศสหรัฐอเมริกาถือว่า บิทคอยน์เป็นระบบการชำระเงินแบบออนไลน์ระหว่างบุคคล ที่มีรูปแบบการชำระเงินแบบ peer-to-peer  การทำธุรกรรมนั้นปราศจากตัวกลางการแลกเปลี่ยนและถูกบันทึกโดยเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain)  ขณะที่ประเทศไทย โดยธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นว่า ประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้บิทคอยน์เพิ่มมากขึ้น เช่น ใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ นำไปถือครองเพื่อเก็งกำไรและมีธุรกิจที่เปิดบริการเป็นตลาดกลางให้ประชาชนสามารถเสนอราคาเพื่อซื้อขายบิทคอยน์กับเงินจริง (fiat money) แต่บิทคอยน์ตามประกาศนี้เป็นเพียงหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากกลไกทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งถูกกำหนดโดยคนกลุ่มหนึ่งและมุ่งหวังใช้หน่วยข้อมูลดังกล่าวเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนบิทคอยน์เท่านั้น ซึ่งมีคุณสมบัติ คือ สามารถโอนให้แก่กัน ใช้แลกเปลี่ยนเป็นสินค้าหรือบริการได้รวมถึงนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราสกุลต่าง ๆ ได้ โดยอัตราการแลกเปลี่ยนจะถูกกำหนดกันเองภายในกลุ่มคนที่มีระบบคอมพิวเตอร์รองรับการจัดเก็บและโอนหน่วยข้อมูลดังกล่าว อีกทั้ง บิทคอยน์ยังไม่ถือเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย ดังนั้น การใช้หรือการถือครองบิทคอยน์จึงมีความเสี่ยง เพราะไม่ได้รับการคุ้มครองจากหน่วยงานใด ซึ่งต่างจากการโอนเงินผ่านธนาคารพาณิชย์หรือผู้ให้บริการชำระเงินภายใต้การกำกับดูแลของทางการที่มีระบบติดตามได้ (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2557)

ความเสี่ยงจากการใช้หรือการถือครองบิทคอยน์ เนื่องจากประเทศไทยมีการใช้บิทคอยน์หรือหน่วยข้อมูลอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเพิ่มมากขึ้น (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2557) แต่บิทคอยน์ยังไม่เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย การใช้บิทคอยน์เพื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการอาจถูกปฏิเสธจากร้านค้าได้และเนื่องจากมูลค่าของบิทคอยน์ถูกกำหนดโดยผู้ใช้ภายในกลุ่ม มูลค่าของบิทคอยน์ที่เกิดจากความต้องการของผู้ใช้ด้วยกันจึงมีความผันผวนสูงและไม่สัมพันธ์กับสภาพเศรษฐกิจจริง มูลค่านั้นอาจลดต่ำลงหรือเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเสี่ยงต่อการสูญเสียจากการผันผวนนั้นได้ อีกทั้ง การที่บิทคอยน์เป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งต้องจัดเก็บข้อมูลไว้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เท่านั้น จึงเสี่ยงต่อการถูกลักลอบโจรกรรมข้อมูล ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่กล่าวมาด้วยสาเหตุที่บิทคอยน์ไม่ใช่เงินตามกฎหมายไทยและไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์หรือผู้ให้บริการชำระเงินภายใต้การกำกับดูแลของทางการ ดังนั้น ผู้ใช้หรือผู้ถือครองบิทคอยน์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองและต้องยอมรับในการเสี่ยงภัยนั้นเอง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าประเทศไทยยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้เสียหายจากการใช้หรือจากการถือครองบิทคอยน์ก็ตาม แต่ในต่างประเทศมีข่าวที่แสดงให้เห็นถึงความเสียหายจากการถือครองหรือใช้บิทคอยน์ เช่น ข่าวการปิดตัวลงของบริษัทที่เป็นตลาดกลางการแลกเปลี่ยนบิทคอยน์ขนาดใหญ่ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 โดยอ้างสาเหตุจากการถูกลักลอบโจรกรรมหน่วยข้อมูล จนทำให้บริษัทต้องยื่นล้มละลายในที่สุดและมูลค่าหรือราคาของบิทคอยน์ได้ลดลงอย่างมากภายในเวลาอันรวดเร็ว ส่งผลให้ประชาชนที่ทำธุรกรรมกับบริษัทดังกล่าวและผู้ถือครองบิทคอยน์ต้องสูญเสียเงินเป็นจำนวนมากและธนาคารกลางในหลายประเทศได้เริ่มแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงดังกล่าว (Kaplanov, 2012) รวมไปถึงในบางประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกมาตรการเบื้องต้นมากำกับดูแลบิทคอยน์และเงินสกุลดิจิทัลอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกับบิทคอยน์แล้ว (Kaplanov, 2012) ดังนั้น ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา การใช้บิทคอยน์ ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Beam, 2560) แต่ในทางกลับกันการใช้บิทคอยน์ก็มีปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากการใช้งานหลายประการดังที่ได้กล่าวมาแล้วก่อนหน้า

จากเหตุผลดังกล่าวมา ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องทำการศึกษาหาแนวทางเพื่อกำหนดมาตรการอย่างใด ๆ มาใช้ในการควบคุมหรือกำกับดูแลบิทคอยน์ในประเทศไทยในเบื้องต้น อันเป็นการป้องกันและเป็นมาตรการตั้งรับการเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้บิทคอยน์ผู้ประกอบกิจการบิทคอยน์หรือรัฐบาล รวมไปถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อความสมดุลของระบบการเงินโดยรวมของประเทศไทย อันเนื่องมาจากการขาดมาตรการในการควบคุมหรือกำกับดูแลหรือมาตรการในการป้องกันการใช้บิทคอยน์ ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษา ความหมายและสถานะทางกฎหมายของบิทคอยน์ สภาพปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากการใช้เงินสกุลดิจิทัลในประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้บิทคอยน์ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้ไปทำการวิเคราะห์ปัญหาในการใช้บิทคอยน์ และการปรับใช้กฎหมายสารสนเทศบางส่วนกับบิทคอยน์ รวมไปถึงศึกษามาตรการในการกำกับดูแลบิทคอยน์ ทั้งนี้ โดยจะอธิบายตามลำดับ

ความเป็นมาของบิทคอยน์

บิทคอยน์ ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2552 โดยนักพัฒนาที่ใช้นามแฝงชื่อว่า Satoshi Nakamoto บิทคอยน์เป็นเงินสกุลดิจิทัลประเภท Cryptocurrency ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะการทำงานโดยการเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยและมีมาตรการที่ใช้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงโดยการแบ่งแยกใช้รหัสความปลอดภัยออกเป็นสองประเภท คือ รหัสกุญแจสาธารณะ (public key) และรหัสกุญแจส่วนตัว (private key) ที่ใช้เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างผู้ทำธุรกรรมและเนื่องจากการทำธุรกรรมนี้ไม่จำเป็นต้องมีการระบุตัวตนของผู้ใช้จึงไม่สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานดังกล่าวได้ อันเป็นการให้อำนาจการทำธุรกรรมทางการเงินแก่ตัวบุคคลหรือปัจเจกชนมากกว่าการทำธุรกรรมผ่านสถาบันทางการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลหรือภายใต้การควบคุมของทางการหรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นการกระจายอำนาจทางการเงิน (Decentralized) อย่างแท้จริง บิทคอยน์ถูกสร้างขึ้นเพื่อการทำธุรกรรมการเงินผ่านทางอินเตอร์เน็ตทั้งการซื้อขายสินค้าและการโอนเงินระหว่างบุคคลโดยตรง ซึ่งไม่ต้องทำการผ่านสถาบันการเงินหรือผ่านตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเงินแต่อย่างใด (เมธา มาสขาว 2560) จึงมีต้นทุนต่ำกว่าการทำธุรกรรมผ่านธนาคารเป็นอย่างมาก บิทคอยน์ถูกออกแบบมาให้มีการตรวจสอบการใช้เงินผ่านการเข้ารหัสทางคณิตศาสตร์ (Cryptography) และถูกบันทึกไว้โดยคอมพิวเตอร์ที่ที่เปิดใช้งานอยู่ขณะนั้นในการประมวลผลและแก้รหัสทางคณิตศาสตร์ เพื่อตรวจสอบว่ารายการในการทำธุรกรรมโดยใช้ บิทคอยน์นั้นถูกต้องหรือไม่แล้วจึงทำการบันทึกรายการนั้น ๆ

Gavin Andresen (2560) กล่าวว่า Cryptocurrency นั้นถูกออกแบบมาเพื่อเป็นสกุลเงินที่สามารถที่กระจายอำนาจทางการเงินให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง (Democratize finance) โดยการกำจัดตัวกลาง (precedent) ที่เป็นธนาคารกลางออกไปและเนื่องจาก นั้น ต้องมีการเซ็นชื่อแบบ cryptographically ทุกครั้งที่มีการถ่ายโอนข้อมูล ผู้ใช้บิทคอยน์แต่ละรายจึงต้องมีทั้งรหัสที่เป็นทั้งกุญแจสาธารณะและกุญแจส่วนตัวดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ส่วนการบันทึกหรือการพิสูจน์หลักฐานการทำงานของบิทคอยน์นั้นมีระบบการทำงานแบบ Proof-of-stake ดังนั้น Cryptocurrities ทั้งหมด จะถูกเก็บรักษาโดยบุคคลทั้งหลายที่ทำการขุดบิทคอยน์ (Bitcoin miners) โดยการตั้งค่าเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่อง ASIC ของตนเพื่อใช้ในการตรวจสอบและประมวลผลการทำธุรกรรของบิทคอยน์นั้น ดังนั้นในปัจจุบันการได้มาซึ่งบิทคอยน์จึงมาจากสองช่องทาง ซึ่งช่องทางที่หนึ่งได้แก่การได้มาด้วยการขุดโดยการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ (Mining) และช่องทางที่สองเป็นการได้มาโดยการนำเงินตรา (fiat currencies) ไปแลกเปลี่ยนเป็นบิทคอยน์ ในกรณีที่สองในปัจจุบันสามารถทำได้อย่างง่ายดายเพราะในหลายประเทศรวมทั้งในประเทศไทยได้มีตู้เอทีเอ็มที่สามารถใช้ซื้อขายและแลกเปลี่ยนบิทคอยน์ได้แล้วเงินสกุลดิจิทัลเหล่านี้จะถูกเก็บอยู่ในกระเป๋าเงินดิจิทัล (Bitcoin Wallet) ซึ่งจะเปรียบเสมือนเป็นบัญชีธนาคารออนไลน์ ซึ่งการได้มาของกระเป๋าเงินดิจิทัลสามารถทำได้ 2 วิธี คือ ได้มาจากการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นกระเป๋าเงินดิจิทัลลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น Electrum Wallet และอีกวิธีคือได้มาโดยการใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลที่เว็บไซด์รับซื้อขายเหรียญบิทคอยน์ได้ให้บริการอยู่ เป็นต้น (Beam, 2017) ส่วนความหมายของบิทคอยน์ในประเทศไทยยังไม่ได้กำหนดคำนิยามความหมายโดยทั่วไปไว้อย่างชัดเจนแน่นอนแต่อย่างใด

ความหมายและสถานะทางกฎหมายของบิทคอยน์

ความหมายของบิทคอยน์ โดยทั่วไปยังไม่มีประเทศใดให้คำจำกัดความไว้อย่างชัดเจนแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นคำนิยามด้านเทคโนโลยีทางการเงินหรือ คำนิยามที่มีความหมายกลางซึ่งใช้กันโดยทั่วไปหรือสถานะของบิทคอยน์ในทางกฎหมาย ในต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา Financial Crimes Enforcement Network (FinCEN)  ให้คำนิยามบิทคอยน์และเงินสกุลดิจิทัลอื่นที่มีลักษณะเช่นเดียวกันว่าเป็น เงินตราเสมือน(Virtual Currency) ชนิดหนึ่ง ส่วน Canadian senate standing committee on banking trade and commerce นิยามว่าบิทคอยน์เป็นเงินสกุลดิจิทัล (Digital Currencies) และ Financial Action Task Force (FATF) นิยามว่าบิทคอยน์เป็นเงินตราเสมือนที่แสดงมูลค่าทางดิจิทัล สามารถใช้ซื้อขายหรือใช้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนกันโดยทางดิจิทัลได้ แต่ไม่อาจใช้ชำระหนี้ได้ในทางกฎหมาย ไม่ได้ออกและยังไม่ได้รับการยอมรับจากทางการและมีการยอมรับเฉพาะบุคคลภายในกลุ่มของผู้ใช้บิทคอยน์เท่านั้น ดังนี้ บิทคอยน์จึงไม่ใช่เงินตราที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันและไม่ใช่เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-money) แต่อย่างใด  (Brito J, 2015, pp 3)

ความหมายของบิทคอยน์ในประเทศไทยปรากฏในประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับที่ ธปท. 8/2557 เรื่อง ข้อมูลเกี่ยวกับบิทคอยน์และหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นว่า บิทคอยน์คือหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากกลไกทางคอมพิวเตอร์ที่ถูกกำหนดไว้โดยคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมุ่งหวังจะใช้บิทคอยน์เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนบิทคอยน์นั้นจะถูกจัดเก็บไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ แลปท้อปหรือสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ซึ่งสามารถโอนให้กันได้ กระทั่งต่อมาเริ่มมีการนำบิทคอยน์มาใช้แลกเปลี่ยนกับสินค้าในลักษณะที่อาจทำให้เข้าใจว่าบุคคลใด ๆ สามารถใช้ บิทคอยน์ซื้อขายสินค้าและนำมาแลกเปลี่ยนกับเงินตราสกุลต่าง ๆ ได้ โดยการแลกเปลี่ยนนั้นมีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนกันเองในกลุ่มคนที่มีระบบทางคอมพิวเตอร์ที่รองรับการจัดเก็บและโอนหน่วยข้อมูลของบิทคอยน์ อย่างไรก็ดี ธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่ได้ให้การยอมรับว่า บิทคอยน์เป็นเงินตราที่สามารถใช้ชำระหนี้กันได้ตามกฎหมาย อีกทั้งยังไม่มีมูลค่าในตัวเองซึ่งมูลค่าของหน่วยข้อมูลนั้นจะแปรผันไปตามความต้องการของกลุ่มคนที่ซื้อขาย จึงเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าได้เมื่อไม่มีผู้ใดต้องการแล้ว ดังนั้น การใช้บิทคอยน์ในประเทศไทยจึงมีความเสี่ยงเพราะไม่ได้รับการคุ้มครองและไม่ได้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์แห่งกฎหมายใดของประเทศไทยและไม่ปรากฏว่ามีมาตรการการเยียวยาใด ๆ ตามกฎหมายของไทยที่จะนำมาปรับใช้กับบิทคอยน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองผู้ใช้บิทคอยน์ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ หรือแม้แต่การชดใช้ การเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากการลักลอบโจรกรรมข้อมูลบิทคอยน์อันทำให้ผู้ถือครองหรือผู้ใช้บิทคอยน์นั้นต้องเสียหาย ด้วยเหตุผลและความเสี่ยงจากการใช้บิทคอยน์ในประเทศไทยตามที่ได้กล่าวมา ผู้เขียนเห็นว่า กรณีนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำการศึกษาหาแนวทางในการออกคำแนะนำหรือมาตรการในการการกำกับดูแล หรือออกมาตรการทางกฎหมายเพื่อนำมาใช้กับบิทคอยน์หรือเงินสกุลดิจิทัลอื่นที่มีลักษณะเดียวกันนี้ เพื่อเป็นการป้องกันผู้ใช้บิทคอยน์ในประเทศไทยในเบื้องต้น อีกทั้งบิทคอยน์ในประเทศไทยก็ยังไม่มีการกำหนดสถานะในทางกฎหมายแต่อย่างใด

สถานะทางกฎหมายของบิทคอยน์ ได้ถูกกำหนดไว้แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ยังไม่ปรากฏว่ามีประเทศใดที่ให้การยอมรับว่าบิทคอยน์นั้นเป็นเงินตรา (fiat money) และยังไม่มีประเทศใดที่ประกาศว่าบิทคอยน์เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและห้ามใช้บิทคอยน์ ในต่างประเทศหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลหรือควบคุมเงินตราในหลายประเทศ ได้ออกประกาศไม่รับรองว่าบิทคอยน์เป็นเงินตราสกุลหนึ่งแล้วและจะใช้มาตรการทางภาษีในการควบคุมการขยายตัวของตลาดเงินตราเสมือนดังกล่าว อย่างเช่น เช่นในประเทศจีนธนาคารกลางแห่งประเทศจีนได้ประกาศไม่ยอมรับบิทคอยน์เป็นเงินที่แท้จริง เพราะเหตุผลว่าบิทคอยน์นั้นไม่มีสถานะถูกต้องตามกฎหมายและไม่สามารถใช้ในการแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลเงินชาติอื่น ๆ ในต่างประเทศได้ อีกทั้งยังเตือนธนาคารท้องถิ่นและธุรกิจของจีนไม่ให้ใช้บิทคอยน์และห้ามไม่ให้สถาบันการเงินของจีนเข้าไปทำธุรกรรมกับธุรกิจเงินตราเสมือน โดยการห้ามไม่ให้ธนาคารจีนรับเปิดบัญชีเงินฝากกับเว็บไซต์ที่รับฝาก ซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราเสมือนนั้น (Cyber exchange) ขณะที่กระทรวงการคลังของเยอรมนีได้ประกาศสถานะของบิทคอยน์ว่าไม่ใช่เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-money) และไม่ใช่เงินสกุลต่างประเทศ (foreign currency) แต่มีสถานะเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล (private money) ที่บุคคลทั่วไปสามารถถือครองและซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ โดยผู้ถือครองบิทคอยน์ต้องแจ้งจำนวนที่ถือครองต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลทรัพย์สินส่วนบุคคลและหากมีรายได้จากการค้าบิทคอยน์ก็จะต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้เพื่อนำไปประเมินและจ่ายภาษีตามกฎหมายว่าด้วยภาษีอากรของประเทศเยอรมนีต่อไป ส่วนธนาคารกลางฝรั่งเศสได้กล่าวถึงสกุลเงินดิจิทัลลนี้ว่าไม่มีความแน่นอนและมีความเสี่ยงสูงในการลงทุนและอาจไม่มีมูลค่าได้ในอนาคต ซึ่งอาจอาจก่อความเสียหายให้แก่ผู้ลงทุนที่ต้องการนำเงินดังกล่าวออกจากระบบ เพราะผู้ลงทุนจะไม่สามารถนำเงินโลกดิจิทัลที่มีอยู่ในระบบการลงทุนนั้นออกมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราที่แท้จริงได้ ทำให้ผู้ใช้หรือผู้ถือครอง   บิทคอยน์ต้องเสียหายและความเสียหายนั้นอาจมีมูลค่าเป็นเงินได้

สถานะทางกฎหมายของบิทคอยน์ ในประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดสถานะบิทคอยน์ที่ชัดเจนแน่นอนเพราะยังไม่มีกฎหมายใดออกมารองรับ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นว่า บิทคอยน์เป็นเพียงหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้นแต่ผู้ใช้ยังสามารถใช้งานบิทคอยน์ได้ ไม่ได้ผิดกฎหมายแต่อย่างใด ทั้งนี้ต้องยอมรับในความเสี่ยงนั้นเอง อีกทั้ง ธปท. ยังได้ประกาศแจ้งเตือน (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2557) ว่าบิทคอยน์ไม่ถือเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย ตามพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 มาตรา 9 และไม่มีมูลค่าในตัวเอง มูลค่าของหน่วยข้อมูลดังกล่าวจะแปรผันไปตามความต้องการของกลุ่มคนที่ซื้อขาย และจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าได้เมื่อไม่มีผู้ใดต้องการแล้ว

สภาพปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากการใช้เงินสกุลดิจิทัลในประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้บิทคอยน์

บิทคอยน์ แม้ว่าจะยังไม่มีสถานะเป็นเงินตราและไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยทางการของประเทศใดก็ตาม แต่ยังมีผู้นิยมใช้บิทคอยน์ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ และเนื่องจากยังไม่ประเทศใดที่ประกาศว่าเงินสกุลนี้เป็นเงินที่ผิดกฎหมายหรือห้ามใช้เงินสกุลดังกล่าว ดังนั้น ปัจจุบันจึงเห็นได้ว่ามีการนำเงินเหล่านี้มาใช้งานกันจริงในสังคมและกำลังเป็นที่นิยมของผู้คนในวงกว้างทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ

การใช้บิทคอยน์ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาสามารถใช้บิทคอยน์แลกซื้อบัตรของขวัญเพื่อนำไปแลกซื้อสินค้าในราคาพิเศษได้และมีธุรกิจที่ประกอบกิจการรับซื้อขายแลกเปลี่ยนบิทคอยน์ อย่างเช่น GDAX (Beam, 2017) CEX.io (cex.io LTD, 2017) และ BitQuick (bitquick, 2017) นอกจากนั้น ยังสามารถซื้อ บิทคอยน์ได้โดยการใช้เงินสด บัตรเดบิตหรือบัตรเครดิตในสหรัฐฯได้ ในแคนาดา แวนคูเวอร์ถูกเรียกว่าเป็นเมืองหลวงแห่งบิทคอยน์ สังเกตได้จากร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ “Bitcoin Accept here” มีมากกว่ากว่า 60 แห่งใน Metro Vancouver และ Fraser Valley ผู้คนสามารถใช้บิทคอยน์ซื้อสินค้าและบริการจากผู้ค้าปลีกที่รับชำระค่าสินค้าเป็นบิทคอยน์ อย่างเช่น Clearly Contacts และ Overstock.com (Stephen Hui, 2014) ส่วนในประเทศญี่ปุ่นห้างสรรพสินค้า Marui รับบิทคอยน์เป็นช่องทางหนึ่งสำหรับใช้ชำระสินค้าได้แล้วที่สาขา Shinjuku Marui Annex ในเมืองโตเกียว อีกทั้งตัวเลขของผู้ใช้งานบิทคอยน์ในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ก็มีร้านค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่าง BIC Camera และสายการบิน Peach Airlines ที่เคยประกาศรับ บิทคอยน์ เพื่อใช้ชำระค่าบริการไปแล้ว (Beam, 2560) มหาวิทยาลัย Lucerne University of Applied Sciences and Arts แห่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้รับบิทคอยน์ในการชำระค่าเล่าเรียนของนักศึกษาผ่านระบบหุ้นส่วนของ Bitcoin Suisse AG โดยชำระบิทคอยน์ผ่านระบบ Bitpay แล้ว (Beam, 2560) และการใช้บิทคอยน์ในสหภาพยุโรปนั้นเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปและมีสัดส่วนการใช้มากกว่า 80% ของการใช้เงินเสมือนทั้งหมด ปัจจุบันมีการทำธุรกรรมด้วยบิทคอยน์มากถึง 250,000 ครั้งต่อวัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 122 ล้านยูโรหรือเกือบ 5 พันล้านบาท (กรุงเทพธุรกิจ, 2560)

ประเทศไทย โดยโพลสยามบล็อกเชน (2560) ได้เปิดเผยข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้งานเหรียญดิจิทัลของคนไทย โดยการเก็บผลสำรวจดังกล่าวนี้ได้แสดงให้เห็นว่าคนไทยใช้เหรียญบิทคอยน์มากเป็นอันดับหนึ่ง 41.8% รองลงมาคือ Ethereum 25.4% (Beam, 2560) ซึ่งขณะนี้ได้มีเครื่องเอทีเอ็มที่ใช้สำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนบิทคอยน์แล้ว โดยตู้ดังกล่าวตั้งอยู่ที่ร้าน KIDO สาขา 2 พระราม 9 กรุงเทพมหานคร (Nicknet, 2560) อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยยังได้ให้ความสนใจในการนำเทคโนโลยีมาให้บริการทางการเงิน โดยมีแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาฟินเทคด้วยกลไก Regulatory Sandbox และกำลังทำการศึกษาบิทคอยน์ เพื่อเตรียมการแก้ไขกฎหมายฟินเทคในประเทศไทยอีกด้วย (Beam, 2560) ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้น ความนิยมในการใช้บิทคอยน์ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศมีแนวโน้มการใช้ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางกลับกันการใช้บิทคอยน์ก็มีปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากการใช้งานหลายประการ

สภาพปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากการใช้บิทคอยน์ในประเทศไทยนั้น โดยหลักมีอยู่สองประการ ประการแรก คือความเสี่ยงจากการใช้บิทคอยน์ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ เนื่องจากการใช้บิทคอยน์ในประเทศไทยนั้น ไม่มีกฎหมายใดออกมาเพื่อรองรับการทำธุรกรรมดังกล่าวและเนื่องจากบิทคอยน์ยังไม่ถือว่าเป็นเงินตราตามกฎหมายที่ได้รับการรับรองจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว การทำธุรกรรมจึงไม่ได้รับการคุ้มครองและไม่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย การซื้อขายแลกเปลี่ยนจึงเป็นเพียงข้อตกลงร่วมกันเองระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายและหากเกิดปัญหาการนำคดีไปฟ้องร้องต่อศาลจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการทำธุรกรรมของบิทคอยน์นั้น ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลของคู่ค้าหรือผู้ทำธุรกรรมต่อกัน เช่น ชื่อ ที่อยู่ ประวัติการทำธุรกรรมและไม่จำเป็นต้องแสดงตัวตนในการใช้บริการ ดังนั้น หากเกิดความเสียหายแล้วย่อมเป็นการยากที่จะหาตัวผู้กระทำความผิดและผู้เสียหายอาจไม่ได้รับการเยียวยาในกรณีนี้ และเนื่องจากการทำธุรกรรมของบิทคอยน์ต้องใช้รหัสที่เป็นกุญแจสาธารณะ (public key) และรหัสที่เป็นกุญแจส่วนตัว (private key) สำหรับการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างผู้ทำธุรกรรม ซึ่งหากมีการโจรกรรมรหัสดังกล่าวนั้นย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่มีมูลค่าของบิทคอยน์แก่ผู้ใช้ได้ เพราะปัจจุบันในประเทศไทยสามารถนำบิทคอยน์ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราที่เครื่องเอทีเอ็มของบิทคอยน์ได้ (Nicknet, 2560) และเมื่อบิทคอยน์ยังไม่มีนิยามหรือสถานะทางกฎหมาย การจะนำกฎหมายมาปรับใช้นั้นย่อมทำได้ยากหรือไม่อาจจะกระทำได้

ดังนั้น รหัสที่เป็นกุญแจสาธารณะและที่เป็นกุญแจส่วนตัวดังกล่าว ย่อมไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด นอกจากนั้นยังปรากฏว่ามีผู้ประกอบธุรกิจให้บริการการแลกเปลี่ยน ซื้อขายบิทคอยน์โดยกระทำการเป็นตลาดกลางให้ประชาชนสามารถเสนอราคาเพื่อซื้อขายบิทคอยน์โดยแลกเปลี่ยนกับเงินจริง (ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย, 2556) ในกรณีนี้ ธปท. ยังไม่มีมาตรการ ให้อนุญาติให้ประกอบธุรกิจให้บริการการแลกเปลี่ยน ซื้อขายบิทคอยน์ดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งหากมีผู้ประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตเช่นนี้ ย่อมอาจเกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคที่ใช้หรือถือครองบิทคอยน์ในประเทศไทยได้เป็นวงกว้าง

ปัญหาสำคัญประการที่สอง คือ ปัญหาในการกำกับดูแลบิทคอยน์ในประเทศไทย เนื่องจากบิทคอยน์ ไม่ได้ออกโดยธนาคารกลางของประเทศใดประเทศหนึ่ง และมิได้อยู่ภายใต้การควบคุม หรือกำกับดูแลอย่างเงินตราที่ใช้กันอยู่ในระบบ ในปัจจุบันและระบบการควบคุมบิทคอยน์เป็นกลไกของเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งการจะกำกับดูแลบิทคอยน์โดยตรงได้ต้องทำการศึกษาในเชิงเทคนิค ซึ่งอาจใช้ระยะเวลานานพอสมควร อย่างไรก็ดี หากไม่มีการออกมาตรการเพื่อมากำกับดูแลบิทคอยน์ในประเทศไทยในเบื้องต้นแล้ว อาจมีการนำบิทคอยน์ไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายได้ อย่างเช่น กระทำการฟอกเงินโดยใช้บิทคอยน์หรือการนำบิทคอยน์ไปใช้เพื่อชำระค่าสินค้าที่ไม่ถูกกฎหมาย เช่น อาวุธปืนที่ไม่มีใบอนุญาต เฮโรอินหรือยาเสพติดเป็นต้น ดังนั้น จึงควรมีการศึกษามาตรการในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินโดยการใช้บิทคอยน์เพื่อนำมาป้องกันการกระทำความผิดดังกล่าวโดยการใช้บิทคอยน์ในประเทศไทย ทั้งนี้ผู้เขียนได้ทำการศึกษาข้อกฎหมายของไทยที่จะนำมาปรับใช้กับบิทคอยน์ในเบื้องต้นและได้ศึกษามาตรการในการกำกับดูแลบิทคอยน์ โดยทำการสำรวจจากประเทศที่ได้ออกมาตรมากำกับดูแลบิทคอยน์ในเบื้องต้นแล้ว

บทวิเคราะห์ปัญหาในการใช้บิทคอยน์ การปรับใช้กฎหมายกับบิทคอยน์และการกำกับดูแลบิทคอยน์

จากที่กล่าวมาถึงปัญหาการกำหนดความความหมายและสถานะทางกฎหมายของบิทคอยน์ (รวมไปถึงสภาพปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากการใช้เงินสกุลดิจิทัลในประเทศไทยที่กล่าวมานั้น สามารถวิเคราะห์ปัญหาจากการใช้บิทคอยน์ การปรับใช้กฎหมายกับบิทคอยน์และการกำกับดูแลบิทคอยน์ได้ตามลำดับดังต่อไปนี้

1. ปัญหาการตีความคำนิยามบิทคอยน์และสถานะทางกฎหมายของบิทคอยน์ในประเทศไทย

ปัญหาการตีความบิทคอยน์และสถานะทางกฎหมายของบิทคอยน์ในประเทศไทยนั้น สาเหตุหลักคือ ประเทศไทยยังไม่ได้มีการกำหนดนิยามโดยทั่วไปของบิทคอยน์และยังไม่ได้กำหนดสถานะทางกฎหมายให้บิทคอยน์ ดังนั้น การจะนำกฎหมายใดๆ ของไทยมาปรับใช้กับบิทคอยน์ย่อมทำได้ยากหรืออาจทำไม่ได้ ทั้งนี้ผู้เขียนเห็นว่า ประเทศไทยควรมีแนวทางในการกำหนดสถานะของบิทคอยน์โดยพิจารณาจากลักษณะการใช้บิทคอยน์เป็นหลัก เช่น หากใช้บิทคอยน์ในการซื้อขายหรือใช้เก็งกําไร (tread) ในลักษณะที่เหมือนหรือคล้ายกับการลงทุนในหุ้น ซึ่งหุ้น (Stock) นั้นเป็นหลักทรัพย์ชนิดหนึ่งที่กิจการออกให้แก่ผู้ถือ (holder) ซึ่งสามารถโอนให้แก่กันได้และเปลี่ยนมือได้ ทั้งนี้แล้วแต่ชนิดของหุ้น ดังนี้ย่อมถือได้ว่าบิทคอยน์นั้นมีสถานะเช่นเดียวกันกับหุ้นซึ่งมีสถานะทางกฎหมายเป็นหลักทรัพย์หรือหากมีการใช้บิทคอยน์เพื่อการลงทุน (fund) บิทคอยน์ย่อมมีสถานะทางกฎหมายเป็นหลักทรัพย์อย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน หรือหากมีการนำบิทคอยน์ไปทำการซื้อขายในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า  จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ตาม พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 และถือว่าบิทคอยน์นั้น มีสถานะทางกฎหมายเป็น ตราสารทุน ตราสารหนี้หรือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า อนุพันธ์ (Derivatives)  เป็นต้น หรือหากนำบิทคอยน์ไปใช้เป็นทางเลือกในการให้บริการทางการเงิน เช่น ใช้บิทคอยน์ในการโอนเงินระหว่างประเทศโดยไม่ต้องกระทำการผ่านตัวกลางที่มีค่าใช้จ่ายสูง  หรือที่เรียกว่า e-payment (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2560)   ดังนั้นบิทคอยน์นี้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงินของธนาคารและต้องดำเนินการตามกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงิน การธนาคารต่อไป ดังนั้น หากมีการให้คำนิยามความหมายบิทคอยน์และสถานนะทางกฎหมายของบิทคอยน์ในประเทศไทยแล้ว ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการแยกชนิดการทำธุรกรรมของบิทคอยน์ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการปรับใช้กฎหมายของไทยกับบิทคอยน์ต่อไป

ในต่างประเทศอย่าง เช่น ประเทศเยอรมนี ได้ออกประกาศรับรองให้บิทคอยน์เป็นสินทรัพย์ส่วนบุคคลสามารถถือครองและซื้อขายแลกเปลี่ยนได้อย่างถูกต้องเช่นเดียวกับหุ้นและพันธบัตรตามกฎหมาย ทั้งนี้ผู้ถือครองบิทคอยน์ต้องแจ้งจำนวนที่ถือครองต่อหน่วยงานที่มีอำนาจในการกำกับดูแลทุกปีเพื่อแสดงว่าบิทคอยน์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์และเพื่อเรียกเก็บภาษีจากกำไรในการค้าบิทคอยน์นั้น ขณะที่ประเทศอังกฤษการทำธุรกรรมโดยใช้บิทคอยน์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากการใช้บิทคอยน์นั้นก่อให้เกิดรายได้อย่างเช่น การขุดบิทคอยน์ (Bitcoin mining) หรือจากการเก็บค่าธรรมเนียมในการซื้อขายแลกเปลี่ยนบิทคอยน์ การกู้ยืมและการเก็บค่าธรรมเนียมจากการใช้บิทคอยน์ต่าง ๆ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 135 (1) (d) แห่ง EU VAT Directive

2. ปัญหาในการใช้และการปรับใช้กฎหมายไทยกับเงินสกุลดิจิทัล

จากปัญหาที่ได้กล่าวมาในข้อที่หนึ่งนั้น หากมีการกำหนดคำนิยามความหมายบิทคอยน์และสถานะทางกฎหมายของบิทคอยน์ในประเทศไทยแล้ว เรื่องที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับต่อไป คือ ลักษณะการทำธุรกรรมโดยใช้บิทคอยน์ซึ่งต้องพิจารณาว่ามีลักษณะแบบใดจากนั้นจึงค่อยนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ มาปรับใช้ต่อไป ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และพระราชบัญญัติลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น

 2.1 การทำนิติกรรมสัญญา โดยมีบิทคอยน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนี้ หากธุรกรรมนั้นกฎหมายบังคับให้ต้องทำตามแบบของกฎหมาย การทำธุรกรรมนั้นต้องทำตามแบบดังกล่าว มิฉะนั้นธุรกรรมที่ใช้บิทคอยน์นั้น อาจใช้บังคับไม่ได้หรือเป็นนิติกรรมที่เป็นโมฆะเสียเปล่าไป หรืออาจนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลไม่ได้ อีกทั้งธุรกรรมที่ทำโดยใช้บิทคอยน์นั้น เป็นการทำธุรกรรมโดยทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประเทศไทยมีพระราชบัญญัติ ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 แล้ว ดังนั้นอาจนำกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้กับการทำธุรกรรมโดยใช้บิทคอยน์ในประเทศไทยได้และหากเกิดความรับผิดอย่างใดๆ ต้องไปใช้มาตรการในการเยียวยาของกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้นต่อไป เช่น อาจเป็นการผิดสัญญาที่ทำกันโดยชำระเป็นบิทคอยน์ เป็นต้น

2.2 การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (data protection)

กรณีนี้ในต่างประเทศ เช่น ในสหภาพยุโรป (EU) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คือ General Data Protection Regulation (GDPR) ซึ่ง GDPR ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เทคโนโลยีมีความเป็นกลางและสามารถปรับให้เหมาะสมกับการประมวลผลสำหรับบุคคลภายในบริบทที่ต่างกัน และเนื่องจากบิทคอยน์เป็นเทคโนโลยีที่ไม่มีผู้ใดหรือหน่วยงานประเทศใดที่เป็นศูนย์กลางในการเก็บข้อมูล แต่ข้อมูลการทำธุรกรรมทั้งหมดจะถูกบันทึกโดยเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งต้องเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้เท่านั้น ดังนั้น การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลย่อมอาจทำได้ยาก เนื่องจากบล็อกเชนมีระบบการทำงานแบบกระจายอำนาจ (decentralized) ข้อมูลจะถูกตรวจสอบความถูกต้องโดยผู้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวโดยการใช้รหัสสาธารณะ แต่การจะทำธุรกรรมได้ต้องมีรหัสส่วนตัวที่ใช้ในการโอนหน่วยข้อมูลบิทคอยน์แก่กัน ดังนั้น ลักษณะของการตรวจสอบข้อมูลโดยสาธารณะอาจทำให้เกิดการโจรกรรมรหัสหรือการเจาะเข้าระบบ (hack) เพื่อเข้าไปโจรกรรมข้อมูลนั้นได้ อีกทั้งลักษณะการทำงานของ บล็อกเชนนั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้และลบข้อมูลที่มีอยู่ในบล็อกเชนได้หรือเรียกว่า ไม่อาจทำธุรกรรมย้อนกลับได้ ผู้ใช้จึงมั่นใจได้ว่า ธุรกรรมที่บุคคลทำต่อกันนั้นเป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงบุคคลอื่นไม่สามาเข้ามาเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ อย่างไรก็ดีหากมีข้อมูลส่วนบุคคลถูกบันทึกโดยเทคโนโลยีดังกล่าว บุคคลก็ไม่อาจทำการลบหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้เลยและข้อมูลนั้นย่อมถูกกระจาย แจกจ่ายไปยังกลุ่มผู้ใช้บล็อกเชนนั้นด้วย ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาชญากรรมไซเบอร์หรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลนั้นได้ อีกทั้งความเสียหายนั้นยังไม่มีหน่วยงานหรือบุคคลใดมารับผิดชอบต่อการละเมิดข้อกำหนดและข้อผูกพันข้างต้น เนื่องจากไม่สามารถระบุตัวควบคุมข้อมูลได้ ดังนั้น สหภาพยุโรปจึงได้เริ่มตระหนักถึงช่องว่างทางกฎหมายนี้และได้เริ่มทำการศึกษาเพื่อหาแนวทางในการป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวแล้ว (Jacek, 2560)

ในประเทศไทย เนื่องจากยังไม่มีปัญหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการความเสียหายที่เกิดจากการใช้บิทคอยน์ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคลก็ตาม แต่ลักษณะของการทำธุรกรรมโดยบิทคอยน์เนื่องจากการทำธุรกรรมบิทคอยน์ต้องใช้รหัสสาธารณะ (public key) และรหัสส่วนตัว (private key) สำหรับการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างผู้ทำธุรกรรม ดังนั้น หากมีการโจรกรรมรหัสก็ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อมูลค่าของบิทคอยน์แก่ผู้ใช้ได้ เพราะปัจจุบันในประเทศไทยสามารถนำบิทคอยน์ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราที่เครื่องเอทีเอ็มของบิทคอยน์ได้แล้ว (Nicknet, 2560) และเมื่อบิทคอยน์ยังไม่มีการกำหนดสถานะแต่อย่างใด การจะนำกฎหมายมาปรับใช้นั้นย่อมทำได้ยากหรือไม่อาจทำได้ ดังนั้น รหัสที่สาธารณะและรหัสส่วนตัวย่อมไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด กรณีนี้ผู้เขียนเห็นว่า ประเทศไทยกำลังออกกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  ดังนั้นการเก็บรับษาข้อมูลของรหัสที่เป็นกุญแจของบิทคอยน์นั้น อาจนำกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้ได้ ทั้งนี้ต้องทำการศึกษากฎหมายดังกล่าวประกอบกับบิทคอยน์ต่อไป

มาตรการกำกับดูแลบิทคอยน์

ใน ค.ศ.2015 (2558) บริษัท Mt Gox ประเทศญี่ปุ่น (Mai Ishikawa, 2017) ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับบิทคอยน์รายใหญ่ ได้ทำบิทคอยน์สูญหายไป จนเกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคเป็นวงกว้างและมีการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อบุคคลซึ่งเป็นผู้ดูแลบริษัท Mt Gox ให้ล้มละลาย ทั้งนี้ศาลในกรุงโตเกียวได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2558 สรุปความได้ว่า ศาลในประเทศญี่ปุ่นเห็นว่า บิทคอยน์ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสถาบันการเงินในประเทศญี่ปุ่น การพิพากษาตัดสินคดีนี้เป็นการตัดสินของศาลในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นไม่มีผลผูกพันกับบุคคลอื่นนอกเหนือจากคู่ความที่มีส่วนเกี่ยวข้องและยังสามารถใช้สิทธิ์ในการอุทธรณ์ได้ อีกทั้งยังเป็นการวิเคราะห์ภายใต้กฎหมายของประเทศญี่ปุ่นซึ่งโดยพื้นฐานแล้วไม่สามารถใช้บังคับกับประเทศอื่น ๆ ได้ อีกทั้งคำตัดสินนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้ดูแลการล้มละลายของบริษัท Mt Gox คำตัดสินจะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในการปฏิบัติต่อเจ้าหนี้ของบริษัท Mt Gox และภายใต้กฎหมายญี่ปุ่น การขาดสถานะทางกฎหมายของบิทคอยน์นั้นไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายในคดีนี้จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นและบิทคอยน์ยังอาจพัฒนาไปเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนของประเทศญี่ปุ่นต่อไปได้ (Mai Ishikawa, 2017)

ต่อมา เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 ญี่ปุ่นได้ประกาศยอมรับบิทคอยน์อย่างถูกกฎหมาย ทั้งนี้มีร้านค้ากว่าหนึ่งแสนร้านค้าที่สามารถชำระเงินได้ด้วยบิทคอยน์ รวมทั้งมีสถาบันการบิน Low cost Peach ที่รับชำระค่าบริการด้วยบิทคอยน์เป็นแห่งแรกในโลก เหตุผลที่ประกาศเนื่องจากประเทศญี่ปุ่นได้ตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดูแลบิทคอยน์จึงออกกฎหมายเพื่อใช้กำกับดูแลบิทคอยน์ซึ่งปรากฏในกฎหมายธนาคารฉบับแก้ไขล่าสุดของญี่ปุ่นที่มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 โดยมีเนื้อหาที่กล่าวถึงการยอมรับว่าเงินเสมือนเป็นช่องทางการรับจ่ายเงินช่องทางหนึ่ง แต่ยังไม่มีสถานะอย่างเงินตราที่ใช้กันในปัจจุบันของประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้น ญี่ปุ่นยังได้ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยภาษีอากรไปพร้อมกับการปรับปรุงกฎหมายธนาคารดังกล่าวด้วย ซึ่งทำให้การซื้อขายเงินเสมือนต่าง ๆ รวมถึงบิทคอยน์ไม่ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 8 อย่างเดียวกันกับสินค้าอื่น ๆ แต่ขณะเดียวกันกำไรจากการเก็งกำไรเงินเสมือนเหล่านี้ยังถือเป็นรายได้จากทุน (capital gain tax) และต้องเสียภาษีเช่นเดียวกับการลงทุนอื่น ๆ ด้วย ประเทศญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายนี้โดยเล็งเห็นว่า การยอมรับเงินเสมือนเข้ามาอยู่ระบบ ทำให้บริษัทรับแลกเงินเหล่านี้ต้องถูกกำกับดูแลมากขึ้นไปด้วย โดยกระบวนการแลกเงินจะมีข้อกำหนดและตรวจสอบผู้แลก (know your customer – KYC) เพิ่มเข้ามา

ขณะที่ประเทศออสเตรเลียนั้นได้มีการประกาศเร่งแก้ไขกฎหมายการเก็บภาษีทับซ้อนในการทำธุรกรรมโดยใช้เงินสกุลเงินดิจิทัลและในประเทศออสเตรเลียมีกฎหมายภาษีอากรที่มีการบวกภาษีในอัตราร้อยละ 10 ของการใช้สินทรัพย์ที่ไม่ตัวตนนอกเหนือไปจากภาษีปกติ ดังนั้น เมื่อภาษีการทำธุรกรรมบิทคอยน์ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มในอัตราที่กล่าวมานั้น บิทคอยน์จึงได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้นในประเทศออสเตรเลีย ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงหลังของการเกิดกรณีของบริษัท Mt Gox exchange (Kaplanov, 2012) นั้นเป็นเหตุการณ์ที่ลดความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของผู้ลงทุนบิทคอยน์ในสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก ดังนั้น กรมบริการทางการเงิน (NYDFS) จึงได้ออกมาตรการเพื่อมากำกับดูแลผู้ประกอบกิจการให้บริการบิทคอยน์ในประเทศ เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้และนักลงทุนในบิทคอยน์โดยรัฐนิวยอร์กได้พิจารณาออกมาตรการกำกับดูแลบิทคอยน์สำหรับผู้ประกอบกิจการให้บริการบิทคอยน์ซึ่งมาตรการนี้กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการต้องมีสถานประกอบการถาวรในประเทศสหรัฐอเมริกาและอาจมีการกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตประกอบกิจการดังกล่าว (BitLicense) อย่างไรก็ตาม Benjamin Lawsky (2015) ได้กล่าวถึงมาตรการในการกำกับดูแลบิทคอยน์ว่า เป้าหมายหลักในการกำกับดูแลก็คือการสร้างความสมดุลในการคุ้มครองการกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยต้องไม่เป็นการยับยั้งการเกิดนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาแพลตฟอร์มการชำระเงินใหม่ (Carter Graydon, 2014) และต่อมาประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตระหนักถึงการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินโดยการใช้บิทคอยน์อันเนื่องมาจากลักษณะการทำธุรกรรมโดยใช้บิทคอยน์ที่ไม่มีการเปิดเผยตัวตนและไม่มีการลงทะเบียนผู้ใช้และไม่ต้องเปิดบัญชีกับธนาคารแต่อย่างใด

ดังนั้น จึงได้ออกมาตรการในการควบคุมหรือกำกับดูแลการใช้บิทคอยน์ภายในประเทศแล้ว โดยมาตรการดังกล่าวมุ่งเน้นทำการควบคุมบิทคอยน์โดยกระทำการผ่านตัวผู้ใช้ หรือผู้ถือครองบิทคอยน์ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้จำแนกประเภทของผู้ใช้ หรือผู้ที่ทำธุรกรรมโดยใช้บิทคอยน์ ทั้งนี้โดยปรากฏอยู่ในสถาณการณ์การควบคุมบิทคอยน์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งในเดือนมีนาคม 2013 สหรัฐอเมริกา ได้ออกแนวทางการปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะใช้บิทคอยน์ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ออกโดยความร่วมมือจากองค์กรของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ทำหน้าที่สืบสวนอาชญากรรมด้านการฟอกเงิน (FinCEN) หน่วยงานจัดเก็บภาษี (IRS) และศาลแขวงของรัฐบาลกลาง แนวทางการปฏิบัตินี้โดยสรุปมีใจความว่า คำแนะนำดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักในการใช้เพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยการให้สถาบันการเงินและธนาคารจดบันทึกข้อมูลและรายงานข้อมูลอันเกี่ยวกับธุรกรรมต่างๆ ที่ใช้บิทคอยน์และให้ถือว่าบิทคอยน์เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนชนิดหนึ่ง โดยมีฐานะเป็นสกุลเงินเสมือนและให้อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของสหรัฐอเมริกา (Prentis, 2015)

อย่างไรก็ตาม ในสหรัฐอเมริกายังไม่ถือว่าบิทคอยน์มีสถานะเป็นเงินตราตามกฎหมายและคำแนะนำดังกล่าวได้แบ่งประเภทของผู้ที่เกี่ยวข้องกับบิทคอยน์และสกุลเงินเสมือนอื่นๆ ออกเป็นสามประเภท ประเภทแรกได้แก่ บุคคลผู้สร้างและใช้บิทคอยน์ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ซึ่งผู้ใช้นี้ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมโดยองค์กรของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ทำหน้าที่สืบสวนอาชญากรรมด้านการฟอกเงินและไม่ได้มีการจดแจ้งในทะเบียนว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ให้บริการอันเกี่ยวกับเงินตราเสมือนแต่อย่างใด ซึ่งโดยปกติบุคคลที่สร้างและขายบิทคอยน์ให้กับบุคคลอื่นและมีการใช้ในลักษณะที่เป็นการแลกเปลี่ยนกันระหว่างบุคคลนั้นจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและต้องทำการลงทะเบียนในฐานะที่เป็นผู้ดำเนินกิจการในการออก หรือจำหน่าย สกุลเงินเสมือนและเป็นผู้มีอำนาจในการไถ่ถอนเงินตราเสมือนนั้น ประเภทที่สอง ได้แก่ บุคคลผู้ใช้บิทคอยน์ในการซื้อสินค้าหรือบริการเพียงอย่างเดียว บุคคลคนเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้ใช้เท่านั้น และไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ข้อบังคับใดๆ เหมือนกับบุคคลในประเภทแรก นอกจากนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับบิทคอยน์ ประเภทที่สามได้แก่ บุคคลผู้ที่ทำการขุดบิทคอยน์ (Miner) โดยกรณีนี้องค์กรของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ทำหน้าที่สืบสวนอาชญากรรมด้านการฟอกเงิน เห็นว่า บุคคลดังกล่าว หากทำการขุดโดยมีวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้เพื่อตนเองเท่านั้น มิได้มีวัตถุประสงค์กระทำไปเพื่อการค้า หรือการแสวงหากำไร ดังนั้น จึงมีฐานะเป็นเพียงผู้ใช้ เช่นเดียวกับบุคคลในประเภทที่สอง ส่วนบุคคลที่มีวัตถุประสงค์กระทำไปเพื่อการค้า หรือการแสวงหากำไรนั้นก็ต้องปฏิบัติเช่นเดียวกันกับบุคคลในประเภทแรกและต้องมาจดแจ้งลงทะเบียนว่าตนเป็นผู้ประกอบการบิทคอยน์ตามกฎหมายและหากผู้ประกอบการนั้นมีรายได้ หรือมีกำไรจาการทำธุรกิจดังกล่าวก็ย่อมมีหน้าที่ในอันที่จะต้องเสียภาษี ตามกฎหมายว่าด้วยการภาษีอากรของในแต่ละประเทศต่อไป

โดยสรุป ในประเทศสหรัฐอเมริกามีมาตรการในการควบคุมดูแลบิทคอยน์โดยกระทำการควบคุมผ่านทางผู้ใช้หรือผู้ที่ถือครองบิทคอยน์โดยผู้ใช้หรือผู้ที่ถือครองบิทคอยน์ประเภทที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลโดยองค์กรของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ทำหน้าที่สืบสวนอาชญากรรมด้านการฟอกเงินและต้องมีการจดแจ้งในทะเบียนว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ให้บริการอันเกี่ยวกับเงินตราเสมือนนั้นก็คือ บุคคลผู้สร้างและใช้บิทคอยน์ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ และบุคคลผู้ที่ทำการขุด       บิทคอยน์ (Miner) ที่มีวัตถุประสงค์กระทำไปเพื่อการค้าหรือการแสวงหากำไร

ที่มา 

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, (2559). Digital Thailand แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (. 5-6)

ธนาคารแห่งประเทศไทย, (2557). ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับที่ 8/2557 เรื่องข้อมูลเกี่ยวกับ Bitcoin และหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆที่ลักษณะใกล้เคียง (. 1-2)

นวพรเรืองสกุล, (2560). เบื้องหลังเงินตราและนายธนาคารโรงพิมพ์กรุงเทพ: หน้า 3 – 5.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และบริษัทเบเคอร์แอนด์แม็คเค็นซี่ประเทศไทย. (15 สิงหาคม 2560). รู้ทันประเด็นกฎหมายเข้าใจนวัตกรรมฟินเทค (Key Legal Issues to Riding the FinTech Boom). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และบริษัทเบเคอร์แอนด์แม็คเค็นซี่ประเทศไทย, ณห้องจิ๊ดเศรษฐบุตร (LT.1) คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์

ภาพประกอบ

siamrath.co.th/n/30436