วันจันทร์, ตุลาคม 18, 2021
Home > ไม่มีหมวดหมู่ > คุณลักษณะสำคัญของ Bitcoin
ไม่มีหมวดหมู่

คุณลักษณะสำคัญของ Bitcoin

คุณลักษณะสำคัญของ Bitcoin 

1. อุปทานที่มีจำกัด 

Satoshi ตั้งโปรแกรม Bitcoin ไว้ให้มีอุปทานที่ 21 ล้าน นี่เป็นข้อมูลสำคัญชิ้นหนึ่งเวลาประเมินราคาของสินทรัพย์ หมายความว่าไม่มีธนาคารใดที่สามารถเพิ่มเงินเข้าไปในตลาดได้มากขึ้นอีก (รูปแบบหนึ่งที่ธนาคารกลางทำก็คือที่เรียกว่ามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing)) ด้วยเหตุผลนี้ Bitcoin จึงมักถูกมองว่าเป็นตัวกันเงินเฟ้อและมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับทองคำ 

2. สามารถขุดได้ 

Bitcoin สร้างขึ้นจากการขุดเหมือง (Mining) ซึ่งหมายความว่า นักพัฒนาเข้าร่วมเครือข่ายและอาสาที่จะตรวจสอบการทำธุรกรรมเกี่ยวกับ Bitcoin เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้โดยไม่มีหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ในทางกลับกัน พวกเขาได้รับรางวัลเป็น Bitcoins สำหรับเวลาและพลังงานไฟฟ้าที่พวกเขาใช้ไปเพื่อการนั้น 

3. ธุรกรรมที่รวดเร็ว 

ธุรกรรมเกี่ยวกับ Bitcoin มีการตรวจสอบโดยเฉลี่ยทุก ๆ 10 นาที ซึ่งหมายความว่า คุณสามารถใช้ Bitcoin เพื่อส่งเงินได้ทุกที่ในโลกภายใน 10 นาทีแม้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แม้จะฟังดูน่าประทับใจ แต่ Bitcoin ก็ไม่ใช่วิธีการชำระเงินที่เร็วที่สุดอีกต่อไป เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลใหม่ ๆ ที่เน้นกันที่ความเร็วในการทำธุรกรรม 

ทำไมสกุลเงินดิจิทัลจึงผันผวนมาก 

เมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงินที่ออกโดยธนาคาร หรือที่รู้จักกันในชื่อ เงินกระดาษ (Fiat Currency) ความผันผวนของตลาดสกุลเงินดิจิทัลนั้นถือว่าแปลกประหลาด เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ความผันผวนรายสัปดาห์ทั่วไปสำหรับคู่ฟอเร็กซ์นั้นตํ่ากว่า 1% ตรงกันข้าม ความผันผวนรายสัปดาห์ของ Bitcoin กลับสูงถึง 60% ต่อปีในปี 2017 ขณะที่สกุลเงินดิจิทัลตัวอื่น ๆ แกว่งไปมามากยิ่งกว่านั้นอีก 

ดังนั้น อะไรบ้างที่เป็นสาเหตุของความผันผวนนี้ ประวัติศาสตร์ตลาดสอนเราว่า เมื่อตลาดยังใหม่ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างกะทันหัน เพราะเทรดเดอร์และนักลงทุนรับเอาข้อมูลใหม่ ๆ มา ช่วงเวลาที่ราคาพุ่งทะยานขึ้นจะตามมาด้วยช่วงเวลาที่ราคาตกฮวบจนกว่าตลาดจะมั่นคง 

ในขณะที่บางคนอาจแย้งว่าราคาของสกุลเงินดิจิทัลนั้นเคลื่อนไหวในลักษณะคล้ายฟองสบู่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าระดับความผันผวนในปัจจุบันให้โอกาสมากมายแก่เทรดเดอร์แบบซื้อขายรายวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ Bitcoin ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

ประวัติการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin 

เมื่อพิจารณาถึงความผันผวน เรามาดูการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรุนแรงที่ Bitcoin ได้ประสบมาตั้งแต่ปี 2013 กัน 

• Spring 2013 highs: การกระโดดครั้งใหญ่ครั้งแรกของ Bitcoin คือจาก $30 ไปเป็น $230 และเกิดขึ้นระหว่างเดือนมีนาคม – เมษายน 2013 หนึ่งในเหตุผลที่เป็นไปได้คาดว่าเป็นเพราะการร้องขอความช่วยเหลือทางการเงินของไซปรัสและการยึดเงินฝากจำนวนมากของธนาคาร เงินทุนที่ถือไว้ใน Bitcoin มีภูมิคุ้มกันต่อเหตุการณ์ดังกล่าว 

• November 2013 jump: Bitcoin คว้าพาดหัวข่าวอีกครั้งสำหรับการขึ้นถึง $1,000 เนื่องจากความต้องการ Bitcoin จากจีนเพิ่มขึ้นและวุฒิสภาสหรัฐแสดงความสนใจในสกุลเงินดิจิทัลที่ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางนี้ 

• January 2015 lows: Bitcoin ดิ่งลงตามข้อจำกัดที่กําหนดขึ้นในประเทศจีนและการถูกจำคุกของ William Ulbricht ผู้สร้าง Silk Road แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ขายยาเสพติดที่ผิดกฎหมายออนไลน์ 

• 2017 highs: Bitcoin ทำราคาทะลุ $10,000 เทรดเดอร์และนักลงทุนไม่สามารถทำเป็นเพิกเฉยต่อสกุลเงินดิจิทัลได้อีกต่อไป 

กราฟราคา Bitcoin ปี 2013 – 2017

โดยจะเห็นว่าบิตคอยน์นั้นยังคงเป็นเงินสกุลดิจิทัลที่แพงที่สุดและเป็นที่นิยมที่สุดมีมูลค่าตามราคาตลาดสูงถึงกว่า 1 แสน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามมาด้วยอีเธอเรียม (Ethereum) ซึ่งถูกพัฒนาโดย Vitalik Buterin ซึ่งเป็นโปรแกรมเมอร์ผู้เชี่ยวชาญบิตคอยน์ในยุคเริ่มต้น และได้มองเห็นถึงข้อจำกัดหลายประการของระบบสกุลเงินบิตคอยน์ จึงได้พัฒนาสกุลเงินใหม่ขึ้นมา และได้เพิ่มเติมคุณสมบัติในหลายด้าน รวมถึงความสามารถในการรองรับ Smart Contract ซึ่งเป็นชุดโปรแกรมที่ Vitalik Buterin พัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยการเก็บสัญญาไว้บนการจัดเก็บข้อมูลแบบบล็อกเชน (Block Chain) ซึ่งทำให้ยากต่อการแอบแก้ไขสัญญา และเมื่อเกิดการทำธุรกรรม จะใช้สกุลเงินอีเธอเรียม (Ethereum) เป็นสื่อกลาง โดยอีเธอเรียม (Ethereum) ได้รับความคาดหวังว่าจะได้รับความนิยมที่แพร่หลายมากกว่าบิตคอยน์ เพราะ Smart Contract สามารถนำไปพัฒนาต่อยอด และทำให้เกิดนวัตกรรมของธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างหลากหลาย 

เงินสกุลดิจิทัลมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ 

ปัจจุบัน เงินสกุลดิจิทัลเป็นเงินที่ยังไม่ได้รับการรับรองโดยรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ รวมถึงไม่มีการใช้สินทรัพย์เช่น ทองคำ หรือตราสารมาค้ำประกัน ดังเช่นการพิมพ์ธนบัตรของสกุลเงินประเทศต่างๆ โดยที่ราคาหรือมูลค่าของเงินสกุลดิจิทัลนั้นจะขึ้นลงตามอุปสงค์และอุปทาน ถือเป็นกลไกตลาดอย่างแท้จริงผู้สนใจเงินสกุลดิจิทัลนั้นมีหลากหลายตั้งแต่การทดลองเล่นกับนวัตกรรมเทคโนโลยีการเงินด้วยความอยากรู้อยากเห็นการขุดเหมือง (ร่วมผลิตเงินสกุลดิจิทัล) เพื่อหวังผลตอบแทนการใช้เงินสกุลดิจิทัลเป็นทางเลือกในการเก็บเงินการลงทุนระยะสั้นและระยะยาวเพื่อหวังกำไรหรือแม้แต่การลงทุนกับกลุ่มสตาร์ทอัพที่ระดมทุนแบบ Initial CoinOffering (ICO)

โดยที่ตลาดเงินสกุลดิจิทัลเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงมากซึ่งตลาดเงินสกุลดิจิทัลนั้นมีเงินลงทุนไหลเข้ามามากทำให้ราคาเกิดความผันผวนและตลาดมีความอ่อนไหวสูง ยกตัวอย่างเช่นในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ราคาของบิตคอยน์เกิดการตกลงอย่างรุนแรงถึง 12 ครั้ง และนับตั้งแต่เกิดการพัฒนาเงินสกุลดิจิทัล นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลและนักการเงินที่มีชื่อเสียงหลายคนเช่น Paul Krugman, Joseph Stiglitz,Robert Shiller, Warren Buffettรวมถึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่เช่น JP Morgan ได้มองว่าระบบเงินสกุลดิจิทัลจะไม่มีความยั่งยืนเพราะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยมีสินทรัพย์ที่มีค่ารองรับมูลค่าของสกุลเงินและยังมองว่าปริมาณเงินที่สร้างขึ้นก็อาจไม่สามารถควบคุมให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงได้

นอกจากนี้ในธุรกิจเงินสกุลดิจิทัล มีการโจมตีขโมย กลโกงหรือการหลอกลวงเกิดขึ้นเป็นระยะ ตัวอย่างเช่นในปี ค.ศ. 2014 บริษัท Mt.Gox อันเป็นศูนย์ให้บริการรับแลกเปลี่ยนบิตคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกขณะนั้นได้หยุดการซื้อขายและพบว่า บิตคอยน์ของลูกค้าและบริษัทได้หายไปถึง 850,000 เหรียญคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันถึงกว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งหลังจากนั้นบริษัทก็ได้ประกาศล้มละลายไป และคดีนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนหรือในปี ค.ศ.2018 เกิดการเจาะระบบของ Coincheck ซึ่งเป็นศูนย์ให้บริการรับแลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัลในญี่ปุ่น ทำให้เงินสกุล NEM coins หายไปจำนวนมากคิดเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจเงินสกุลดิจิทัลนี้ยังปรากฏนักหลอกลวงต้มตุ๋นเกิดขึ้นมากมายเช่นการเปิดเงินสกุลดิจิทัลขึ้นใหม่และมาหลอกระดมทุนในลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่เป็นต้น

โลกมีการกํากับดูแลเงินสกุลดิจิทัลหรือไม่อย่างไร

ในขณะที่เงินสกุลดิจิทัลมีอัตราการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบรุนแรง (disrupt)กับธุรกิจการเงินทั่วโลกประเทศต่างๆมีการออกนโยบายหรือมาตรการการกํากับที่แตกต่างกันไปตั้งแต่ค่อนข้างเปิดกว้างยอมรับเงินสกุลดิจิทัลค่อนข้างระมัดระวังหรืออยู่ระหว่างการออกกฎกติกาการกำกับดูแลไปจนถึงปิดกั้นการมาถึงของเงินสกุลดิจิทัลโดยมีตัวอย่างที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

สวิสเซอร์แลนด์มีท่าทีเปิดกว้างต่อเงินสกุลดิจิทัล โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนสมาคมเอกชนในชื่อ The Crypto ValleyAssociationที่ดำเนินการอยู่ในประเทศ และสวิสเซอร์แลนด์ดึงดูดสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีบล็อคเชนจากนอกประเทศเข้าไปทำธุรกิจโดยรัฐบาลได้สั่งปิดบริษัทที่เข้าข่ายหลอกลวงและกำลังอยู่ระหว่างการออกแนวทางการกำกับดูแลเงินสกุลดิจิทัล โดยมีแนวโน้มที่จะเป็นการกำกับดูแลในทางส่งเสริม

สหรัฐอเมริกามีท่าทีเปิดกว้างต่อเงินสกุลดิจิทัลโดยถือว่าเงินสกุลดิจิทัลเป็นเงิน ทรัพย์สินหรือหลักทรัพย์แล้วแต่กฎหมายของแต่ละรัฐที่ต้องมีการเสียภาษีส่วนกรณีของ ICO นั้นUSSecuritiesand Exchange Commission อันเป็นคณะกรรมการกํากับดูแลตลาดทุนของสหรัฐฯพิจารณาให้เทียบเท่ากับการเสนอขายหุ้นใหม่ให้ประชาขน หรือที่เรียกว่าInitial Public Offering(IPO) นอกจากนี้ในด้านการกํากับดูแลรัฐบาลมีการปิดบริษัทที่เข้าข่ายหลอกลวงไปแล้วและอยู่ในระหว่างการหาแนวทางกำกับดูแลเงินสกุลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นโดยในเบื้องต้นมีแนวคิดว่าเงินสกุลดิจิทัลจะต้องได้รับการกำกับดูแลแบบเดียวกับเงินปกติ

ญี่ปุ่น เป็นผู้นำของโลกประเทศหนึ่งในเรื่องเงินสกุลดิจิทัลเงินสกุลดิจิทัลในญี่ปุ่นนั้นใช้ได้อย่างถูกกฎหมายตั้งแต่1เมษายน ค.ศ.2018 อย่างไรก็ตามนิติบุคคลต้องขอใบอนุญาตมีเงินสำรองและถูกตรวจสอบรวมถึงรายได้จากเงินสกุลดิจิทัลถือเป็นรายได้ของธุรกิจที่จะต้องเสียภาษี อันเป็นองค์กรกํากับดูแลด้านการเงินของญี่ปุ่นมีการแจ้งเตือนเรื่องความเสี่ยงของการลงทุนในรูปแบบ นอกจากนี้ Financial Service Agency อันเป็นองค์กรกํากับดูแลด้านการเงินของญี่ปุ่นมีการแจ้งเตือนเรื่องความเสี่ยงของการลงทุนในรูปแบบ ICO

จีนเป็นประเทศที่มีความย้อนแย้งในตัวเองสูงในขณะที่ประเทศจีนมีนักลงทุนในเงินสกุลดิจิทัลและมีการซื้อขายเงินสกุลดิจิทัลมากที่สุดในโลกอีกประเทศหนึ่ง (มูลค่าซื้อขายประมาณ 50% ของโลกในปี ค.ศ.2017)รัฐบาลจีนเองเพิ่งจะประกาศห้ามธุรกิจ ICO ห้ามการขุดเหมืองบิตคอยน์และส่งสัญญาณลบมากต่อการแลกเปลี่ยนซื้อขายเงินสกุลดิจิทัลภายในประเทศ ทำให้เมื่อปลายปีค.ศ. 2017 มูลค่าบิตคอยน์ตกลงรุนแรงรวดเดียวถึง 20% อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลจีนอาจจะใช้มาตรการนี้ชั่วคราวก่อนจะมีการออกแนวทางการกำกับดูแลเงินสกุลดิจิทัลที่ใช้จริงโดยก่อนหน้านี้จีนมีแนวคิดในการสร้างเงินสกุลดิจิทัลของตัวเองที่เรียกว่า RMBCoin ด้วย

เวเนซูเอลาเป็นประเทศที่มีความพิเศษในตัวเองด้วยเวเนซูเอลาเป็นประเทศที่โดนคว่ำบาตรในโลกนำโดยสหรัฐฯทำให้เงินโบลิวาร์ของเวเนซูเอลาเองไม่มีค่าน่าเชื่อถือนักรัฐบาลจึงพยายามหาวิธีใหม่เพื่อแก้ไขการโดนคว่ำบาตรด้วยการประกาศเงินสกุลดิจิทัลของตนเอง ที่มีการหนุนค่าด้วยน้ำมัน หรือที่เรียกกันว่า “the Petro” ซึ่งทำให้เวเนซูเอลาเป็นโมเดลที่น่าสนใจอย่างมากอีกโมเดลหนึ่งในเรื่องของการกำกับดูแลเงินสกุลดิจิทัลอย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯเพิ่งออกประกาศห้ามบริษัทและประชาชนของสหรัฐฯซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัลของเวเนซูเอลานี้

ประเทศไทยมีทิศทางอย่างไรต่อเรื่องเงินสกุลดิจิทัล

สำหรับประเทศไทยเอง ความสนใจเรื่องเงินสกุลดิจิทัลเริ่มต้นจากผู้สนใจทางด้านเทคโนโลยีแต่ต่อมาก็เริ่มเป็นที่สนใจจากสาธารณชนมากขึ้นเรื่อยๆทั้งนี้หน่วยงานราชการทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังได้ติดตามอย่างใกล้ชิดรวมถึงได้เริ่มศึกษาการประยุกต์และการปรับแก้ข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทยได้เวียนจดหมายถึงสถาบันการเงินทุกแห่งในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 ขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินไม่ให้ทำธุรกรรมหรือมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำธุรกรรมที่เก่ียวข้องกับเงินสกุลดิจิทัลไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปลงทุนซื้อขายเงินสกุลดิจิทัลการให้บริการรับแลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัลการสร้างแพลตฟอร์มให้ลูกค้าเข้าไปทำธุรกรรมเกี่ยวกับเงินสกุลดิจิทัลการให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิตซื้อเงินสกุลดิจิทัลหรือการให้คำปรึกษากับลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลดิจิทัลอย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2561 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศในงาน Bangkok Fintech Fair 2018 ว่ามีแผนจะนำร่องทดสอบเงินเหรียญคริปโตบาทในชื่อ “อินทนนท์” โดยจะทำงานร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 5 แห่งโดยเงินสกุลดิจิทัลที่ประกาศนี้จะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเหมือนเงินสกุลดิจิทัลอื่นๆและจะนำมาใช้เพื่อลดต้นทุนและประสิทธิภาพในการชำระราคาระหว่างธนาคารพาณิชย์ด้วยกันเอง แต่จะไม่ได้นำมาใช้กับประชาชนทั่วไป

สำหรับกระทรวงการคลัง ได้มีการติดตามและมีการผลักดันประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไทยโดยมติของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2561 ได้เห็นชอบหลักการตามที่กระทรวงการคลังเสนอในการแก้ไขกฎหมายประมวลรัษฎากรโดยการปรับเพิ่มประเด็นนิยามของทรัพย์สินดิจิทัลในทางกฎหมายและกำหนดนิยามของทั้งคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลนอกจากนี้ยังกำหนดแนวทางอัตราการจัดเก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินดิจิทัลในอัตราร้อยละ 15

นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ได้มีการติดตามกรณีของการระดมทุนผ่าน ICO อย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะโดยในเดือนมกราคม พ.ศ.2561 ก.ล.ต. ได้เปิดเผยว่าได้มีแนวทางที่จะกําหนดให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนได้ไม่เกิน 300,000 บาท ต่อ ICO หนึ่งโครงการหรือไม่เกิน 3 ล้านบาทในการลงทุน ICO ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีแนวทางที่จะกำหนดให้บริษัทที่แจกจ่ายโทเคนดิจิทัลจะสามารถระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อยได้สูงสุด 20 ล้านบาทต่อ 1 โครงการ และการระดมทุน ICO ทั้งหมดต้องไม่เกิน 40 ล้านบาท และในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ได้มีการระดมทุน ICO เป็นครั้งแรกของประเทศไทยโดย JFin Coin ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท JayMart ได้ระดมทุนโดยการขาย 100 ล้านโทเคนดิจิทัลณราคา 6.60 บาทต่อโทเคน โดยสามารถขายได้หมดภายใน 55 ชั่วโมง และทำให้สามารถระดมเงินได้ราว 660 ล้านบาท และล่าสุด ในเดือนมิถุนายน 2561 คณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการกำกับดูแลการระดมทุนแบบ ICO และ การประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขาย นายหน้าและ ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะทำให้เงินสกุลดิจิทัล 7 สกุล (Bitcoin, Bitcoin cash, Ethereum, EthereumClassic, Litecoin, Ripple, และ Stellar ที่มีความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูง)สามารถใช้เป็นฐานในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ (Base trading pair) และลงทุนในไอซีโอได้ในอนาคตอันใกล้ซึ่งนับว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมาก

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าในกรณีของประเทศไทย หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ให้ความสนใจ และมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากในภูมิภาคในการวางรากฐานการใช้ประโยชน์และการควบคุมเงินสกุลดิจิทัล รวมถึงทรัพย์สินดิจิทัลและการระดมทุนผ่าน ICO ซึ่งจะต้องมีการส่งเสริมการเผยแพร่ทั้งความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเงินสกุลดิจิทัลและการพัฒนาเทคโนโลยีรวมถึงบุคคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์และลดโอกาสที่จะทำให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจต่อไป 

ที่มา รู้จักกับเงินสกุลดิจิทัล (Getting to Know Cryptocurrency). (29 กรกฎาคม 2564). ค้นจาก

depa.or.th/th/article-view/article-getting-know-cryptocurrency