วันจันทร์, ตุลาคม 18, 2021
Home > ไม่มีหมวดหมู่ > รู้ก่อนใช้ “Libra” สกุลเงินดิจิทัลใหม่จาก Facebook
ไม่มีหมวดหมู่

รู้ก่อนใช้ “Libra” สกุลเงินดิจิทัลใหม่จาก Facebook

ทันทีที่เฟซบุ๊กประกาศเปิดตัว Libra สกุลเงินดิจิทัล ที่จะเริ่มต้นใช้อย่างเป็นทางการในปี 2020 ก็สร้างแรงกระเพื่อมไปทั้งวงการเทคโนโลยี สถาบันการเงิน รวมไปถึงผู้ใช้งาน

เฟซบุ๊กเองก็ให้ความสนใจว่า Libra จะเขย่าแวดวงการเงินได้อย่างที่ Bitcoin เคยทำหรือไม่?

คุณเคยได้ยินชื่อเหล่านี้บ้างมั้ยครับ? นี่คือตัวอย่างสกุลเงินดิจิทัล (Crypto Currency) ซึ่งที่โด่งดังและได้ยินบ่อยที่สุดก็คงหนีไม่พ้น Bitcoin อย่างไรก็ตามข้อจำกัดของเงินคริปโตคือมีมูลค่าที่ผันผวนมาก ราคาเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ครั้งหนึ่งเคยมีมูลค่าสูงถึง 20,000 เหรียญฯ แต่กลับตกลงมาเหลือเพียง 3,000 เหรียญฯ ภายในเวลา 2 ปีเท่านั้น เงินดิจิทัลเหล่านี้จึงทำหน้าที่ของเงินได้ไม่ครบ เพราะยังไม่เป็นสื่อกลางในการชำระเงินและไม่ถูกใช้เป็นหน่วยกำหนดราคาสิ่งของ เพราะมูลค่าที่แท้จริงไม่คงที่ จึงกลายเป็นที่ดึงดูดและสนใจของนักเก็งกำไรที่เข้าไปเทรดบิทคอยน์ หรือเก็บไว้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลมากกว่าซื้อของ การกำเนิดขึ้นของ Libra จึงเป็นการปลดล็อกปัญหาดังกล่าวของเงินคริปโต

สกุลเงินที่ใช้ร่วมกันทั่วโลก

Global Currency หรือสกุลเงินที่ใช้ร่วมกันทั่วโลก คือหนึ่งในจุดประสงค์หลักของ Libra คือการทำธุรกรรมการเงินควรเป็นเรื่องง่ายที่ทุกคนเข้าถึงได้ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน โดยที่ไม่จำเป็นต้องพกเงินสด ลดความยุ่งยากของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน และเสริมศักยภาพให้กับคนทั้งโลกได้เข้าถึงบริการ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ในประเทศที่กำลังพัฒนา มีประชากรส่วนหนึ่งที่ไม่มีบัญชีธนาคาร หรือในบางวัฒนธรรมที่มีข้อกำหนดการใช้งานธนาคารของพลเมืองเพศหญิง แต่พวกเธอเหล่านี้ยังมีสมาร์ทโฟนและมีอินเทอร์เน็ตให้ใช้งาน ก็สามารถใช้ Libra ได้

นอกจากนี้สกุลเงินที่เราใช้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจระดับประเทศ และง่ายต่อการจัดการงบปริมาณควบคุมเงิน แต่ Libra ทำหน้าที่เป็นสกุลเงินกลางที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ประเทศไหนก็ใช้ร่วมกันได้ ยังไม่นับว่าการทำธุรกรรมการเงิน โอนเงินไปต่างประเทศ ต้องเสียค่าธรรมเนียมทั้งผู้โอนและผู้รับ

มูลค่าคงที่

จุดแข็งของ Libra คือการเป็นเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ (Stable Coin) โดยทุก ๆ เหรียญที่ใช้ จะยึดโยงกับสินทรัพย์ที่หนุนหลัง คือ Libra จะมีค่าก็ต่อเมื่อมีสินทรัพย์มาค้ำประกัน แล้วค่อยผลิตเงินออกไปตามมูลค่านั้น เพราะฉะนั้นสินทรัพย์ของ Libra จะต้องมีความมั่นคง ผันผวนต่ำ และมีสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝากในธนาคารและพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นของรัฐบาลในแต่ละประเทศ ซึ่งนี่เป็นข้อแตกต่างจากเหรียญคริปโตประเภทอื่น Libra เป็นเหมือนตะกร้าของสินทรัพย์ในสกุลเงินต่าง ๆ เพื่อประกันความเสี่ยงจากการผันผวนของสกุลเงิน

นอกจากนี้กระบวนการส่งรับเงิน Libra ทำงานอยู่บน Libra Blockchain ซึ่งเป็นระบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ข้อมูลทุกอย่างจะถูกเก็บและแชร์บนระบบทั้งหมด และมี Smart Contract ที่เขียนโค้ดด้วยภาษา Move ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันความปลอดภัยสูง รองรับการให้บริการในระดับ 1 พันล้านคนต่อวัน

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วเราจะเก็บเงิน Libra ไว้ที่ไหน? คำตอบก็คือ เก็บไว้ที่กระเป๋าเก็บเงินดิจิทัล “Calibra” หน่วยงานใหม่จากเฟซบุ๊ก ที่ให้บริการแอปพลิเคชั่นในชื่อเดียวกัน หน้าที่หลักคือการเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับรับส่งเงินสกุล Libra โดยที่แอป จะแยกออกมาต่างหากจากบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ซึ่งจะไม่มีการแชร์ข้อมูลส่วนตัวและการเงินหากไม่ได้รับการยินยอมจากผู้ใช้งาน จึงไม่ต้องกังวลว่าถ้าบัญชีถูกระงับหรือโดนโจรกรรมข้อมูลแล้วเงินจะถูกขโมย อีกทั้งยังมีระบบการยืนยันตัวตนก่อนจะใช้เหรียญได้ ทั้งนี้เฟซบุ๊กคาดหวังว่า Calibra จะเป็นเครื่องมือหลักในการทำธุรกรรมการเงิน อีกทั้งค่าธรรมเนียมที่ต่ำไปจนถึงไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้การส่งเงินเป็นเรื่องง่าย ไม่ซับซ้อน เหมือนการส่งข้อความหากัน แม้ว่า Calibra จะเป็นแอปที่แยกตัวออกมา แต่ก็สามารถใช้งานร่วมกับ Messenger และ WhatsApp ได้เช่นกัน

Libra A

แม้ว่าเฟซบุ๊กจะเป็นผู้คิดค้นและพัฒนา Libra แต่เพื่อความโปร่งใสและการกระจายอำนาจบริหาร จึงมีการจัดตั้งสมาคม Libra Association โดยมีสำนักงานใหญ่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งสมาคมนี้ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลาง บริหารจัดการสินทรัพย์ เพื่อรักษามูลค่าของ Libra และยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนอื่น ๆ มาพัฒนาร่วมกันได้ โดยในระยะแรกเฟซบุ๊กจะมีบทบาทหลักร่วมกับผู้ก่อตั้งอีก 27 องค์กร จากสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และองค์กรไม่แสวงหากำไร อันประกอบไปด้วย Mastercard, Paypal, VISA, eBay, Spotify และ Blockchain Community เป็นต้น แต่หลังจากปีหน้าเฟซบุ๊กจะลดบทบาทของตัวเองเป็นเพียงสมาชิกรายหนึ่ง ที่มีสิทธ์เท่ากับองค์กรอื่น ๆ ที่ร่วมก่อตั้ง และยังคาดว่าจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นประมาณ 100 องค์กร ภายในครึ่งแรกของปี 2020 การก่อตั้ง Libra Association และมอบอำนาจในการบริหารให้องค์กรอิสระ ยังเป็นการกอบกู้ชื่อเสียงของ เฟซบุ๊ก หลังจากที่ถูกโจมตีเรื่องการป้องกันข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานอีกด้วย

นักวิเคราะห์ทางการเงินคาดว่ารายได้หลักของ Libra และ Calibra จะมาจากการเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ใช้งานและผู้ประกอบการที่ร่วมลงทุนด้วย ในอนาคต Libra อาจจะถูกนำไปใช้กับบริการอื่น ๆ ของเฟซบุ๊ก เช่น การซื้อโฆษณา การ Boots Post ก็เป็นได้

การคิดค้น Libra นับว่าเป็นก้าวใหญ่สำคัญของเฟซบุ๊ก แน่นอนว่าย่อมมีผู้ได้เปรียบและเสียเปรียบจากนวัตกรรมนี้ ที่เห็นได้ชัดคือเฟซบุ๊กได้ขยายเครือข่ายจากการเป็นแพล็ตฟอร์มโซเชียล สู่ธุรกิจการเงินออนไลน์ระดับโลก โดยมีข้อได้เปรียบจากการมีผู้ใช้งานหลายล้านคน อันนำไปสู่โอกาสการใช้บริการของ Libra ได้นั่นเอง

ที่มา Krungsri Plearn. รู้ก่อนใช้ “Libra” สกุลเงินดิจิทัลใหม่จาก Facebook. (29 กรกฏาคม 2564). ค้นจาก krungsri.com/th/plearn-plearn/libra-digital-currency